จากความลึกลับกลางป่า ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิด มาวันนี้ไม้กฤษณา หรือ Agar wood กลายเป็นพืชเศรษฐกิจอีกหนึ่งอย่าง ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล
และเป็นเวลามากกว่า 35 ปีที่ คุณดำ พุทธเกษร คลุกคลีอยู่ในแวดวงไม้กฤษณาจนปัจจุบันเป็นทั้งเจ้าของพื้นที่สวนกว่า 1 พันไร่ และจำนวนไม้กฤษณานับหลายแสนต้น เล่าถึงที่มาคร่าวๆว่าของธุรกิจครอบครัวว่า
“ดั้งเดิมไม้กฤษณาถือเป็นของป่า มีการลักลอบตัดไปขายแล้วไม่มีการปลูกทดแทน ผมพอจะมองเห็นในแง่ที่ว่าพรรณไม้คงสูญพันธุ์ จึงลองนำมาทดลองปลูกเอง โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ จนผลักดันให้ไม้กฤษณาและผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณากลายเป็นที่รู้จัก รวมถึงเป็นสินค้าเศรฐกิจประจำจังหวัดด้วย”
หากเป็นเวลาเก่าก่อน ไม้กฤษณาคงเป็นแค่สินค้าลักลอบขาย ทั้งยังมีแต่จะหมดไปจนอาจกลายเป็นไม้สูญพันธุ์ แต่เมื่อหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจยื่นมือเข้ามาสนับสนุน มิหนำซ้ำยังมีผู้ผลักดันเป็นคนท้องถิ่นอย่างคุณดำ ไม้กฤษณาจึงเหมือนกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง รวมถึงเป็นการกระจายรายได้ให้คนในชุมชนตำบลบ่อไร่ จังหวัดตราด
ต้นกฤษณาที่คุณดำทำการเพาะพันธุ์นั้น เรียกได้ว่าเป็นพันธุ์ดั้งเดิมชายแดนฝั่งที่ติดกับประเทศกัมพูชา (ชาวบ้านมักเรียกติดปากว่า ไม้กัมโบเดีย หรือ Cambodia Wood) ทั้งยังปลูกภายใต้การควบคุมที่เคร่งครัด ไม่ใช้สารเคมีในขั้นตอนใดๆเลย เพื่อป้องกันผลกระทบในระยะยาวทั้งต่อตัวต้นไม้และผลิตภัณฑ์ที่จะได้จากต้นไม้
นอกจากมีสวนและต้นไม้ที่ปลูกเองแล้ว คุณดำยังทำการเปิดโรงงานสำหรับรองรับผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณา เพื่อให้เป็นธุรกิจที่ครบวงจร ได้มาตรฐานในระดับสากล แน่นอนว่า ผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อก็คือ Agar wood oil หรือ Oud oil, Dehn oil ซึ่งได้จากการสกัดเย็นจากตัวไม้กฤษณา ซึ่งมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แบรนด์ D.D. Oud Oil
